โรคหลอดเลือดสมอง สโตรก (stroke) หนึ่งในโรคร้ายที่ไม่เพียงแค่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเท่านั้น แต่ยังลดคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อีกด้วย ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่ไม่ทราบว่ากำลังมีภาวะนี้ หรือบางคนอาจมีการแสดงอาการที่เป็นสัญญาณเตือนมาบ้างแล้วแต่ไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีทำให้ต้องเผชิญกับภาวะของโรคหลอดเลือดสมองในที่สุด การรู้เท่าทันโรคต้องแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะนี้ได้
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คืออะไร?
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือที่เรียกกันว่า สโตรก เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่เกิดจากการที่สมองขาดเลือดเฉียบพลันทำให้เซลล์สมองขาดออกซิเจน และส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อสมอง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้พิการถาวร หรือเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยโรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
-
- โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน (Ischemic Stroke) : เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดสมอง อันเนื่องมาจากลิ่มเลือด หรือคราบไขมันสะสม
-
- โรคหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) : เกิดจากการแตกของหลอดเลือดในสมอง ทำให้เลือดออกในสมอง ส่งผลให้สมองได้รับความเสียหายอย่างรวดเร็ว
อาการที่เป็นสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง
อาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง อาจแตกต่างกันตามตำแหน่งของหลอดเลือดที่มีการตีบ อุดตัน หรือแตก ดังนั้นผู้ป่วยจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัย และรักษาอย่างรวดเร็วจึงจะให้ผลการรักษาที่ดี
อาการแสดงของโรคหลอดเลือดสมอง หรือสโตรก มีความสำคัญมาก เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาอย่างรวดเร็ว และอาการของโรคหลอดเลือดสมอง หรือสโตรก จะเกิดขึ้นทันทีทันใด โดยอาจจะแสดงอาการอย่างใดอย่างนึง หรือมีอาการหลายอย่างพร้อมกัน ดังนี้
-
- ชาหรืออ่อนแรงที่ใบหน้า และ/หรือ บริเวณแขนขาครึ่งซีกของร่างกาย
-
- พูดลำบาก พูดไม่ชัด หรือฟังไม่เข้าใจ ปากเบี้ยว มุมปากตก น้ำลายไหล กลืนลำบาก
-
- ตามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือมองเห็นครึ่งซีก หรือตาบอดข้างเดียว
-
- เวียนศีรษะ เดินเซ หรือเสียการทรงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดร่วมกับอาการอื่นๆ ข้างต้น
-
- ปวดศีรษะรุนแรงฉับพลัน แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
การประเมินเพื่อคัดกรองอาการเบื้องต้นของโรคหลอดเลือดสมองตีบอุดตัน โดยประเมินตาม “BEFAST” ดังนั้น
B-Balance มีอาการเดินเซ ทรงตัวไม่อยู่
E-Eye มีอาการตามัว มองไม่เห็น เห็นภาพซ้อน เห็นครึ่งซีก หรือตาบอดข้างเดียว
F-Face มีอาการหน้าเบี้ยว และ/หรือ ปากเบี้ยว
A-Arm มีอาการชา แขนและ/หรือ ขาอ่อนแรง
S-Speech มีอาการพูดไม่ได้ พูดไม่ออก พูดไม่ชัด หรือพูดคุยสับสน
T-Time เมื่อมีอาการ ควรรีบพาผู้ป่วยไปส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที
อาการเหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่ควรนิ่งนอนใจควรรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน เพราะการรักษาโรคหลอดเลือดสมองจำเป็นต้องแข่งกับเวลาเพื่อป้องกันความเสียหายของสมองที่อาจเกิดขึ้นถาวร ดังนั้น นอกจากการสังเกตของคนรอบข้างแล้วตัวผู้ป่วยเองก็จำเป็นต้องสังเกตความผิดปกติของตัวเองด้วย

สาเหตุ ของโรคหลอดเลือดสมอง หรือ สโตรก (stroke)
การเกิดภาวะโรคหลอดเลือดสมองนั้นมาจากหลากหลายปัจจัย และส่วนมากมาจากปัจจัยที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้ป่วย ดังนี้
-
- ความดันโลหิตสูง : เป็นสาเหตุหลักของโรคหลอดเลือดสมองทั้งชนิดตีบตันและแตก
-
- ไขมันในเลือดสูง : ทำให้เกิดการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือด
-
- โรคเบาหวาน : ทำให้เส้นเลือดแข็งตัว และลดความยืดหยุ่นของหลอดเลือด
-
- โรคหัวใจ : เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือด
-
- การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ : การสูบบุหรี่ ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง หลอดเลือดตีบและแข็ง เกิดภาวะเลือดข้น และแข็งตัวง่าย ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์นั้น ถือเป็นการกระตุ้นให้ความดันโลหิตสูง ซึ่งทำให้เส้นเลือดแตกง่าย
-
- ขาดการออกกำลังกาย และโภชนาการที่ไม่เหมาะสม : ทำให้น้ำหนักเกิน และเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง

วิธีการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง สโตรก(stroke)
ปัจจุบันการรักษาทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองนั้นทำได้หลายวิธี แพทย์อาจพิจารณาจากภาวะความรุนแรงของโรค และอาการที่เกิดกับผู้ป่วย ดังนี้
1. การรักษาแบบมาตรฐาน
การรักษาโรคหลอดเลือดสมองแบบมาตรฐานนั้น แพทย์จะประเมินตามอาการและประเภทของโรค โดยมีแนวทางการรักษาสโตรก Stroke ดังนี้
- ในกรณีโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน: อาจใช้ยาสลายลิ่มเลือด ยาลดไขมัน ยาลดความดันโลหิต หรือยารักษาโรคเบาหวาน
- ในกรณีโรคหลอดเลือดสมองแตก: ต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดสมอง และกรณีที่มีหลอดเลือดโป่งพองอาจต้องทำการรักษาด้วยการสวนหลอดเลือดและเสริมขดลวด หรือรักษาด้วยการผ่าตัดใช้คลิปหนีบที่ขั้วของหลอดเลือดที่โป่งพอง
- กายภาพบำบัดและเวชศาสตร์ฟื้นสภาพ: ใช้สำหรับฟื้นฟูความสามารถในการเคลื่อนไหว และพูดหลังจากโรคหลอดเลือดสมอง
2. การรักษาด้วยสเต็มเซลล์
สเต็มเซลล์ (Stem Cell) เป็นแนวทางใหม่ที่มีศักยภาพในการช่วยฟื้นฟูสมองที่ได้รับความเสียหายจากโรคหลอดเลือดสมอง โดยเฉพาะ Mesenchymal Stem Cells (MSCs) ซึ่งเป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อสมองได้ ซึ่งข้อดีของการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง ด้วย Mesenchymal Stem cells (MSCs) มีดังนี้
- กระตุ้นการสร้างเซลล์ประสาทใหม่
- ลดการอักเสบของสมอง และช่วยป้องกันการเสียหายเพิ่มเติม
- ปรับปรุงการไหลเวียนของเลือดในสมอง
- กระตุ้นการทำงานของสมองและช่วยฟื้นฟูความสามารถในการเคลื่อนไหวและการพูด
การรักษาโรคหลอดเลือดสมองด้วยสเต็มเซลล์ (stem cell) ยังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา แต่ผลการศึกษาเบื้องต้นแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากโรคหลอดเลือดสมอง โดยเฉพาะในกรณีที่ได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก
แนวทางป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง สโตรค(stroke)
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง หรือกังวลเกี่ยวกับภาวะหลอดเลือดสมอง สโตรก (stroke) สามารถปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคได้
- คุมความดันโลหิต : ควรตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำ และควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- รักษาระดับน้ำตาลในเลือด : ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลให้เหมาะสม
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ : อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์
- รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ : ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว และโซเดียมสูง
- งดสูบบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์ : เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือด
- จัดการความเครียด : การฝึกสมาธิ หรือทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายสามารถลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองได้
โรคหลอดเลือดสมองเป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น การป้องกันด้วยการดูแลสุขภาพที่ดีเป็นแนวทางที่ดีที่สุด นอกจากนี้ แนวทางการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ MSCs ก็ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการนำมาพิจารณารักษาผู้ป่วย เพื่อช่วยให้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง
เกี่ยวกับEDNA Wellness
EDNA Wellness เป็นคลินิกเอกชนในกรุงเทพฯ ที่เชี่ยวชาญด้านสเต็มเซลล์ (เซลล์บำบัด) ที่เน้นการฟื้นฟูระบบประสาทฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และข้อเข่าเสื่อม และ IV Drip แบบเฉพาะบุคคล รวมถึงการดูแลด้านความงาม และสุขภาพแบบองค์รวมอย่างมืออาชีพ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
LINE Official: @ednawellness
WhatsApp +66 (0) 64 505 5599